"อดีต"

posted on 14 Nov 2010 18:48 by dondolio
 
บ่อยครั้ง...ที่ผมนึกถึงอดีต วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมยังคงนึกถึงอดีต

ในช่วงชีวิตของมนุษย์หนึ่งคน และของมนุษย์ทุกคน ย่อมมีช่วงเวลาแห่งอดีต
ทั้งอดีตที่สวยงาม หอมหวล และอดีตที่เลวร้ายจนไม่อยากจะจำ

...และเราส่วนใหญ่มักจะนึกถึงอดีตที่สวยงาม ส่วนอดีตที่เลวร้ายเราก็มักจะแกล้งๆ ลืมมันไป

วันนี้ผมนึกถึงอดีตที่สวยงาม พร้อมกับการได้รู้ความจริงบางอย่าง
ความจริงที่ว่า อดีตก็คืออดีต มันไม่สามารถหวนกลับมาได้เช่นเดิม

ในภาพอดีต ในภาพความทรงจำ สิ่งที่เป้นองค์ประกอบสำคัญของภาพอดีตก็คือ ผู้คนต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับตัวเร
ซึ่งนำพา และก่อเกิดเป็นเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมารวมเป็นภาพของความทรงจำ

ตัวผมเองและผู้คนเหล่านั้น ต่างเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาที่หมุนผ่านไปอย่างไม่เคยรีรอ และหวนคืนกลับมา

ผมเคยคิดเล่นๆ แต่แอบหวังจริงๆ ว่า อยากให้ภาพอดีตเหล่านั้นปรากฏขึ้นต่อหน้าซักครั้ง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาทั้งสองคู่ สามารถสัมผัสได้ในปัจจุบันกาล...

ผมอยากนำภาพอดีตเหล่านั้นกลับคืนมา

แต่เนื่องจากเวลาเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกต่างๆ เปลี่ยนแปรไป จนไม่อาจหวนคืน

ผมจึงได้รู้ว่า ผมไม่สามารถนำอดีตกลับมาวางไว้ตรงหน้าได้ อย่างที่ใจคิด และนึกฝัน

ผมเสียใจที่ไม่สามารถนำมันกลับมาได้

และต่อให้ผมสามารถนำผู้คนเหล่านั้นกลับมาอยู่ตรงหน้าได้ ความรู้สึกดั่งวันวานมันก็ยากที่จะเป็นดังเช่นที่เคยเป็น

ผมจึงได้ตระหนักรู้ว่า อดีตจะสวยงามก็ต่อเมื่อมันเป็นเพียงความทรงจำ อดีตที่เราเลือกมองมันแต่มุมที่สวยงามเช่นนั้นตลอดไป
ดังนั้น ผมจึงควรปล่อยให้อดีตอยู่ในที่ของมันเอง อยู่ ณ ห้วงเวลานั้น ไปตลอดกาล...

เคยมีคนบอกกับผมว่า ชีวิตต้องก้าวเดินไปข้างหน้า อย่าไปยึดติดกับอดีต คิดเรื่องอนาคตจะดีกว่า

หรือบางทีผมอาจเป็นคนที่ยึดติดกับอดีต ไขว่คว้าหาอดีต เสพภาพความทรงจำเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิ
ผมเข้าใจว่าชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป แต่...

แต่ในเมื่ออดีตของผมมันสวยงามเหลือเกินในภาพความทรงจำ ก็คงไม่ผิดกระมัง ที่ผมจะคิดถึงมันเหลือเกิน...
เพราะห้วงเวลาในปัจจุบันมันยังไม่เคยสวยงามเทียบเท่ากับอดีตเลย

...แม้ซักครั้งเดียว...

เหล็กที่ยกออกไป

posted on 15 Oct 2010 20:48 by dondolio
ผมเพิ่งทำบางอย่างเสร็จ...
 
 
บางอย่างที่ว่า ตอนที่ยังทำไม่เสร็จ ความรู้สึกมันเหมือนแบกเหล็กหนักๆ ไว้ บนหลัง บนหัว หลายๆอัน
ตอนนี้ผมยกมันออกไปแล้ว ครั้งแรกที่ยกมันออกรู้สึก โล่งสบาย เบาหวิวๆ
 
ไอ้เหล็กหนักๆ ที่ผมแบกไว้ ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็ต่างกำลังแบกเหล็กนี้อยู่เหมือนกัน
บางคนชิ้นเล็ก บางคนชิ้นใหญ่ บางคนหลายชิ้น บางคนอาจมีแค่ชิ้นเดียว
 
แต่คุณสมบัติพิเศษของเหล็กชนิดนี้คือ เมื่อเราปลดมันลง หรือ วางมันทิ้งไว้ และงขนาดที่ขว้างมันออกไป
เผลอแปบเดียวมันจะกลับมาอยู่กับเราใหม่ ให้เราแบกใหม่ แบบไม่ทันตั้งตัว
กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็หนักไปทั้งตัว ทั้งใจซะแล้ว...
 
เหล็กที่ว่า บางคนอาจนิยามมันว่าคือ ความทุกข์ งาน การเรียน ความรับผิดชอบ ฯลฯ
ก็สุดแล้วแต่จะนิยามกันไป...
 
ช่วงนี้ ผมรู้สึกเบาๆ โล่งๆ สบายๆ เพราะช่วงนี้ไม่มีเหล็กให้แบก แต่เชื่อว่า อีกไม่นานมันก็คงจะต้องกลับมาอีก ผมรู้สึกเบาเกินไป  เบาเกินไป จนเกิดทุกข์
 
หรือว่า จริงๆ แล้ว มนุษย์เดินดินธรรมดาๆ อย่างเราๆ จำเป็นต้องมีเหล็กไว้แบกกัน เพื่อให้ชีวิตคือชีวิต
เพื่อให้มีความทุกข์เป็นเหมือนผงชูรสชีวิต เพื่อให้เราไม่รู้สึกไร้ค่า ที่ได้เกิดมาเป็นคน
 
หลายๆ คน คงฝันถึงความร่ำรวย ฝันอยากนั่งกิน นอนกิน อยากได้อะไรที่มันเป็นวัตถุนิยม อยากได้อะไรก็ได้อย่างที่ใจปรารถนา
 
แต่หากเราไปถึงตรงนั้นจริง เป็นไปได้มั๊ยว่า วันนึงเราจะรู้สึกไร้ค่า  เราจะรู้สึกว่าวันๆนึง ไม่เห็นต้องทำอะไร
ไม่ได้ต่อสู้ฝ่าฟัน เหมือนไม่ได้ใช้ชีวิต หายใจไปอย่างว่างเปล่ากับวัตถุที่ดิ้นรนหามาครอบรองรอบกาย
 
วัตถุที่คิดว่าคือสิ่งดีที่สุด ที่คิดว่าจะให้ความสุขกับเราได้ 
 
วัตถุที่ไม่มีแม้กระทั่ง "ลมหายใจ"

Child in car(เด็กในรถ)

posted on 13 Aug 2010 12:04 by dondolio

ผมจำไม่ได้ว่าป้าย(หรือบางทีก็สติกเกอร์) ที่แปะท้ายกระจกรถ หรือบางทีก็ซ้ายบางทีก็ขวา ของกระจกรถ

ที่มีวลีว่า"Child in car" หรือ "รถคันนี้มีเด็ก" มันกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่ที่รู้คือ เห็นมันมานานมาก บ้างเห็นตามรถบนท้องถนน บ้างเห็นตามรถที่จอดอยู่เฉยๆ

บ้างเห็นตามรถของคนที่รู้จัก  แต่ผมก็ไม่เคยสงสัยอะไร...


จนกระทั่งวันนี้

 

อยู่ๆก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่าทำไมต้องแปะไว้ เหตุผลจริงๆ ของมันคืออะไร

ผมมานั่งคิด(เอาเองคนเดียว) ว่า อาจเป็นเพราะ รถคันนี้ไม่เคยมีเด็ก นั่งยาวๆ มาก่อน

หรือพูดให้ง่ายคือเจ้าของรถ อาจเพิ่งมีลูก และลูกก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ของครอบครัว

มาร่วมเป็นเจ้าของรถคันนี้  พ่อกับแม่ทุกคน คงเห่อกับการมีลูก อะไรที่สื่อหรือเกี่ยวข้องกับลูก

ก็สำคัญและดูน่าตื่นเต้นไปหมด

หรือมองอีกมุมหนึ่ง มันเป็นสัญชาตญาณ ของความเป็นพ่อ เป็นแม่

การบอกให้ผู้คนบนท้องถนน รับรู้ว่า รถของฉันมีเด็กนะ ความหมายลึกๆที่ซ่อนอยู่ในป้ายนั้นคือ

"คุณครับ/คะ อย่าขับจี้ตูดฉันมาก อย่าเบียดฉันมาก

ฉันมีลูก มีหลาน อยู่ในรถ มันอันตราย เค้ายังเด็กนะ ยังต้องโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี(หรืออาจไม่ดี)

แต่ยังไงวันนี้เค้าก็ยังเด็ก

ช่วยๆกันปฏิบัติตามกฏจราจรหน่อย

และมีวินัยในการขับขี่ด้วย จะขอบคุณมากเลยนะ ครับ/คะ"

เป็นการปกป้องรูปแบบหนึ่ง และเป็นการขอความกรุณากลายๆ จากผู้คนในสังคม

ในท้องถนน ในประเทศที่เราอยู่ และบวกด้วยความเชื่อลึกๆ ว่าคนอื่นคงเห็นใจ

คงเข้าใจ เชื่อว่าคนเรานั้นอ่อนโยน มีเมตตา เห็นว่าเด็กอยู่ในรถคันนี้

จะเกิดความรู้สึกอัตโนมัติ โดยจิตใต้สำนึก ว่าเราควรจะระวังนะ ข้างในรถคันนั้มีเด็กน้อยอยู่

เค้าควรจะมีสิทธิ์เติบโต และมีชีวิตที่ดี ตามที่สมควรจะเป็น

ครับผมเชื่อว่า มีแน่ๆ คนแบบนั้น คนที่ใส่ใจกับชีวิตคนอื่น คนที่ระมัดระวังทั้งกับชีวิตตนเอง

และกับชีวิตคนอื่น ลึกๆ ผมก็หวังว่า จะมีคนแบบนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมไม่ค่อยเจอบ่อยนัก คนที่มีน้ำใจบนท้องถนน การเบรค(หยุด)เพื่อให้รถคันอื่นไปก่อน

หรือให้คนข้ามถนน(ขนาดไฟแดงให้รถหยุด ไฟเขียวให้คนข้าม มันยังไม่จอด)

แต่บางคืน บางวัน ผมได้เจอคนที่มีน้ำใจบนท้องถนน ก็ไม่มีอะไรมาก

ผมแค่รู้สึกว่า...

โลกมันน่าอยู่ขึ้นเท่านั้นเอง

...L+R หูซ้ายหรือหูขวา...

posted on 17 May 2010 20:03 by dondolio

ผมกำลังจะฟังเพลง....ฟังเพลงโดยหูฟัง

 

ผมหยิบหูฟังขึ้นมา แก้สายที่พันกันยุ่งเหยิง

 

และกำลังจะเอาหูฟังเสียบเข้าที่รูหู

 

แต่...ผมก็ชำเลืองไปเห็น ที่ตัวหูฟัง ข้างหนึ่งเขียน L ข้างหนึ่งเขียน R

มันบอกผมว่า ข้างหนึ่งสำหรับหูซ้าย ข้างหนึ่งสำหรับหูขวา

 

...ทำไม?...  

 

ผมเดาเอาว่า อาจจะเพื่อการฟังเพลงได้อย่างสมบูรณ์และเต็มประสิทธิภาพ

 

และผมก็คิดว่า ศิลปินที่เป็นผู้สร้างสรรค์บทเพลง เค้าอาจจะอยากให้เราฟัง กีตาร์ เบส กลอง ฯลฯ ผ่านหูข้างไหน ในช่วงจังหวะไหนของเพลง

 

หูซ้ายอาจรับรู้ ได้ยิน และส่งความรู้สึกไปยังสมองหรือหัวใจต่างจากหูขวา ดังนั้นเราควรจะฟังตามที่พี่เค้าแนะนำมาซึ่งเรื่องที่ผมเดานั้นมันจะจริง+ถูกหรือเปล่า...อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ...

 

แต่ถ้าพูดโดยรวมแล้ว หูทั้งสองข้างมันก็มีความสำคัญเท่าๆกัน หากขาดหูใดไป ความสมบูรณ์และความสมดุลในการได้ยินมันก็ต้องขาดไป...

 

การฟังเพลง การฟังคนที่รักพูด ก็คงจะลำบากมากขึ้น เราคงจะได้ยินสิ่งใดๆ บนโลกใบนี้น้อยลง

 

ไม่ผิดหากเราจะใช้ใจฟังแทน แต่มันจะดีกว่ามั๊ย?...ถ้าเรามีหูช่วยฟัง

 

 

ในวันที่เรายังมีหูครบถ้วนบริบูรณ์ดี เราควรจะฟัง ฟังในสิ่งที่เค้าคนนั้นจะพูด ฟังคนที่เค้าอยากให้เรารับฟัง ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เราไม่อยากฟังก็ตาม 

 

ไม่ว่าถ้อยคำนั้นมันจะผ่านหูซ้าย หรือ ผ่านหูขวา ถ้าคุณสนใจจะฟัง มันก็คงจะมีค่าและความหมายสำหรับทั้งผู้พูดและผู้ฟัง

 

หากถ้าคุณใช้หัวใจฟังจริงๆ คุณว่ามันจะต่างกันไหม ระหว่างหูซ้ายกับหูขวา...

 

 

 

  

...I'm lie man...

posted on 02 Feb 2010 16:39 by dondolio
...ความรัก...เรารู้จักความรักดีแค่ไหน

ความรักคืออะไร อะไรคือความรัก ความสับสน เจ็บปวด ความสวยงาม
หรืออะไร ใครเข้าใจความรักบ้าง...

ทำไมมนุษย์จึงต้องมีความรัก ทำไมมนุษย์จึงต้องมีความรู้สึก ทำไมต้องดีใจ ทำไมต้องเสียใจ ทำไมต้องน้ำตาไหล ทำไมต้องเจ็บปวด...

ทำไมเราไม่เกิดมาเป็นเหมือนหุ่นยนต์ ไร้ความรู้สึก ไร้หัวใจ ไม่ต้องมีน้ำตา ทำไมเราไม่เกิดมาแล้วก็ตายไป ให้มันจบๆ ไป ทำไมใครซักคนต้องส่งเรามาเกิด เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อเจ็บปวด เพื่อสูญเสียคนที่รักไป แล้วให้กูเกิดมาทำไม...

หรือควรต้องป็นคนไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก อย่าไปคาดหวังอะไรเลยกับชีวิต ชีวิตเฮงซวย ในสังคมเฮงซวย ทำดีไปทำห่าอะไร ทำไปแล้วไม่ได้อะไร

ไขว่คว้ากันเข้าไป ดิ้นรนกันเข้า สุดท้ายไม่ได้อะไร มีแต่ความว่างเปล่า
เปล่าประโยชน์ ไร้ค่า ไร้ความหมาย เกิดมา เรียนรู้ เข้าใจ ตายไป

บ้าบอ ชีวิตบ้าบอ ไร้สาระ หมดหวัง หมดฝัน หมดแรงบันดาลใจ หมดกำลัง สูญสิ้นวิญญาณ สูญสิ้นศรัทธา....

20 กว่าปี คิดว่ารู้ คิดว่าเข้าใจ แต่สุดท้าย ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย คิดว่าตัวเองเก่ง คิดว่าตัวเองดี ที่แท้เราก็แค่คนธรรมดา กินแล้วนอนไปวันๆ เดินเข้าหาความตายไปทุกวันๆ

สักวันอาจจะได้เข้าใจว่ามันคืออะไร ว่ามันเป็นยังไง ว่าเกิดมาทำไม สักวันคงได้เข้าใจมันอย่างแท้จริง...

...ตั้งแต่เมื่อไหร่...

posted on 25 Nov 2009 15:36 by dondolio

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราลืมตาดูโลก

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราหัดเดิน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เรามีของเล่นชิ้นแรก

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มไปโรงเรียน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มมีเพื่อน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราติดเพื่อน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มมีความรัก

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราติดแฟน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มลืมพ่อแม่

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราลืมพ่อแม่จริงๆ

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราหลงลืมตัวตน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มมองโลกด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เรามองโลกในแง่ร้าย

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มไม่จริงใจกับผู้คน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเปลี่ยนแปลงหัวใจตัวเอง

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่หัวใจของเราเป็นสีดำ

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราสูญเสียจิตใจที่เคยดีงาม

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราทิ้งของเล่นชิ้นแรก

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่ของเล่นชิ้นแรกของเรา หายไปตลอดกาล

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราลืมเด็กน้อยคนนั้นในตัวเรา

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราสูญเสียวิญญาณ

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราสูญเสียความเป็นมนุษย์

ตั้งแต่เมื่อไหร่...เราไม่เคยรู้ว่าเมื่อไหร่  เพราะเราไม่เคยหยุด และพอ

แล้วยังไง???...........................................................................

ก็แค่.......................................................................................

แล้วเมื่อไหร่?... เราจะกลับมา...

  

...เทปคาสเซท...

posted on 26 Oct 2009 21:02 by dondolio

Tape cassette

ยังจำได้หรือเปล่า?...

ช่วงเวลาที่เราเก็บตัง เพื่อซื้อเทปซักม้วน ซื้ออัลบั้มของ
ศิลปินที่เราชื่นชอบ และพอเราได้มันมา  เราจะพลิกปกหน้า
ปกหลัง ดูแล้วดูอีก แล้วเราก็ฟังเพลงในอัลบั้มเดียว อัลบั้มนั้น
วนไปวนมาประมาณชาตินึง

ความตื่นเต้น ความสุข ที่ได้มาจากเทปแค่ม้วนเดียว 
มันทำให้เราอิ่มเอม นอนหลับฝันดี  เหมือนมีคอลเลคชั่นเล็กๆ
เป็นของตัวเอง

บังเอิญ  ผมไปเจอเทปผลิตมาใหม่ๆ แต่ข้างในเป็นเพลงเก่าๆ
เก่าประมาณยุค 70-80ได้  ม้วนละ 19 บาท...

ซื้อโดยไม่ต้องคิด  และเพราะไม่คิด ซื้อมาเลยไม่รู้จะเอาไปฟังที่ไหน...

ผมเลยไปหาวอคแมนเก่าๆ  มาซ่อมทำความสะอาด ปรากฏว่า
มันยังพอฟังได้

พอกดปุ่ม play เริ่มเล่นเพลง  ภาพเก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ
มันก็ย้อนมาทันที

นึกถึงตอนเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่นใหม่ๆ ที่มีความสุขกับเทปหนึ่งม้วน
นึกถึงตอนที่ไปร้านขายเทป ในเมือง ไปคุยกับเจ้าของร้าน
ไปรอ เพื่อจะรู้ว่า ศิลปินคนนี้ คนนั้น เทปจะวางแผงเมื่อไหร่

ดีจัง ความรู้สึกนี้ ที่มันย้อนมาอีกครั้ง....

ผิดกับเดี๋ยวนี้ อยากได้เพลงอะไร ไม่ต้องไปไหน นั่งแช่ที่เดิม
คลิ๊กๆ  ซัก 4-5 ครั้ง  เดี๋ยวเพลงมันก็มาอยู่ในคอม
เยอะแยะมากมาย จนไม่รู้ว่า จะฟังหมดหรือเปล่า...

ยิ่งง่าย ความหมายและคุณค่า ยิ่งน้อยลง...

นับวันมนุษย์เรายิ่งรอน้อยลง ไม่ต้องรอคอย  คิดปุ๊บ  ได้ปั๊บ

ผมเลยไม่แน่ใจว่า มันจะทำให้เราห่างไกล คำว่า ความหมายและ
คุณค่า ออกไปทุกทีๆ หรือเปล่า...

อยากคุย ก็โทร ไม่ต้องเขียนจดหมาย ไม่ต้องรอโทรเลข
อยากได้เพลงก็คลิ๊กเอา ไม่ต้องรอวางแผง ไม่ต้องเดินทางไปที่ร้าน 

อยากได้อะไร แค่ปลายนิ้วสัมผัส เดี๋ยวก็มาอยู่ในมือเรา
ตามต้องการได้ไม่ยาก

พอได้มันมาอย่างง่ายๆแล้ว  ท้ายที่สุดผมรู้สึกเหมือนว่า
มันหายไปในอากาศ...

และก็ดูเหมือนว่าความ "ง่าย" จะทำให้เรามีความสุขยากขึ้น...

เมื่อง่ายที่จะแสวงหา เพื่อครอบครอง มันทำให้เราอยากไปเรื่อยๆ
เพิ่มปริมาณความอยากไปเรื่อยๆ จากเพลง 10 เพลง ในหนึ่งอัลบั้ม
กลายเป็น ร้อยเพลง พันเพลง ใน Hard disk

จากจดหมายฉบับเล็กๆ จากคนที่รัก กลายเป็นถ้อยคำในโทรศัพท์
ที่หายไปกับกาลเวลา  เหมือนไม่มีหลักฐาน ว่าเราเคยรักกัน

ผมเคยได้อ่านจดหมายรัก ของพ่อกับแม่ แล้วแม่ก็เล่าถึงเรื่องเก่าๆ
ในอดีตในห้วงเวลาที่มีความสุข

อย่างน้อย มันก็มีหลักฐาน ว่าผมเกิดมาได้ยังไง  เกิดมาจากความรัก
สายใย และถ้อยคำในจดหมายนั่น

ในอดีต ผมเคยเขียนจดหมายรักถึงผู้หญิง  ผมเคยมีเทปคาสเซท 
ผมเคยมีความสุขกับเทปม้วนเดียว  และผมก็เคยต้องรอคอย
มากกว่าในปัจจุบันนี้

หลายสิ่งในอดีต จึงมีค่าและความหมาย  มีความคลาสสิคในแบบของมัน

ไม่ใช่ว่าปัจจุบันนี้ มันจะไม่ดี ไปซะทุกอย่าง...เพียงแต่มันแตกต่างกัน

โลกมันก็ต้องหมุนไป คนเราก็เช่นกัน หมุนเวียน แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

หากมันไม่รบกวนเวลาในชีวิตมากจนเกินไป คุณน่าจะลองถ่ายทอด
ความรู้สึกของคุณ ลงบนแผ่นกระดาษ ถึงเค้าหรือเธอคนนั้นดูบ้าง 

มันอาจไม่ได้มีราคา ค่างวด อะไรมากมาย  แต่ความหมายและคุณค่า
มันเต็มเปี่ยมอยู่ในนั้น....

และสุดท้ายผมอยากจะบอกว่า  กูดีใจ ที่เกิดมาทันฟังเพลง
จากเครื่องเล่นเทป  โว้ยยยยยยย!!!!!!


26 ต.ค. 2552 14.00 น.

...โลกคนละใบ...

posted on 04 Oct 2009 14:58 by dondolio
เราต่างมีโลกกันคนละใบ โลกของบางคนคือความรัก โลกของ
บางคนคือการเรียน โลกของบางคนคือการงาน โลกของบาง
คนคือเงิน โลกของบางคนคือเวสป้า โลกของบางคนคือหนังสือ
โลกของบางคนคือ ฯลฯ...

แต่โลกที่ว่านี้มันมีความพิเศษในตัวมันเอง คือมันสามารถเปลี่ยน
"สถานะ" แบบ hi5ได้...

โลกของเรา บางวันอาจเป็นความรัก
บางวันอาจเป็นตัวเราเอง บางวันอาจเป็นเธอหรือเขาคนนั้น
บางวันอาจเป็นการเรียน บางวันอาจเป็นการงาน บางวันอาจเป็น
ความทุกข์ และบางวันอาจเป็นความสุข....

สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การเปลี่ยนสถานะของโลก หรือการเปลี่ยนแปลง
ของสภาพแวดล้อม แต่สิ่งที่สำคัญคือ เรากำลังแบกโลกใบนั้นไว้
หรือเปล่า...

การแบกมันทำให้หนัก เดินไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ จะวิ่งก็ไม่ได้ จะเดินยิ้ม
มองนก มองฟ้าไปเรื่อยเปื่อยก็ไม่ได้ เพราะมันหนัก หนักจนไม่มีอารมณ์
อยากจะแหงนหน้าขึ้นดูสิ่งใดๆ และสิ่งดีๆ ที่จริงๆแล้วมันมีอยู่ในโลกใบนี้
เพียงแต่เราจะลองมองดูซักนิด

การที่จะทำให้ตัวเราสบาย คือต้องทิ้งโลกใบที่เราแบกไว้อย่างนั้น
หรือเปล่า...

อย่ากระนั้นเลย ถ้าทิ้งโลกใบนั้นไปชีวิตเราจะเหลืออะไร เราคงไม่ต้อง
ทำถึงขนาดนั้น เพียงแค่เราเปลี่ยนจากโลกที่เราแบกไว้ที่หลัง
ย่อขนาดมันลงหน่อย(ใช้ไฟฉายย่อส่วน)แล้วเอามันมาใส่ไว้ในอุ้งมือ(กำมือ)ของเรา

แค่นี้เราก็ไม่ต้องแบกมันแล้ว แต่เราแค่มองมัน และควบคุมมัน
แทนที่จะแบกมันไว้ อย่างนั้นคงจะดีกว่า

นี่กูบ่นอะไรวะเนี่ย ไม่ได้ศัพท์เลยว่ะ


เขียน ณ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552
แรม พลบ ค่ำ เดือน เหงา

...ความรักคืออะไร?...

posted on 14 Sep 2009 19:42 by dondolio

ผมตั้งคำถามนี้กับทุกคนที่ผมพอจะรู้จัก พูดคุยด้วยได้ บางคนก็ตอบ
บางคนก็ไม่อยากจะตอบ บางคนก็ทำเป็นเรื่องเล่นๆ และคงคิด
ในใจว่า"นี่มึงเป็นอะไรมากป่าวเนี่ย" อยู่ๆก็มาถาม

ผมเลยต้องย้ำว่า"อันนี้เอาจริงๆ อยากรู้ว่าคิดยังไง?" สิบคน
สิบคำตอบ ร้อยคน ร้อยคำตอบ มีคล้ายๆกันบ้าง แต่ถึงยังไง
ความรักของเราก็ไม่เหมือนกันซักคน...

บวกบ้าง ลบบ้าง ตามสถาณการณ์ที่แต่ละคนกำลังเจออยู่
แต่คำตอบโดยรวม ความรักยังคงสวยงาม และอยู่ในทางบวก
มากกว่าเสมอ...

ทำไม? ผมถึงเกิดความคิดที่จะไล่ถามชาวบ้านเค้าน่ะเหรอ...

เพราะตอนนี้ผมกำลังสับสนว่า ตกลงความรักที่ผมคิดว่า
ผมเข้าใจมันมาตลอด ตอนนี้มันถูกหรือเปล่า...หรือว่า
ผมมาผิดทาง

สำหรับผมชั่วโมงนี้ ความรัก(แบบหนุ่มสาว)ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่
มันมืดๆ ตันๆ ไร้หนทางจะไป รอว่า เมื่อไหร่ ฝนจะหยุดตก
แล้วฟ้าจะเปิดซักที...

อยู่บ้านก็เหงา ออกไปข้างนอกก็เหงา อยู่ตรงจุดไหน
ในโลกก็เหงา...ทั้งๆที่ สภาพแวดล้อมมันคึกคักจะตาย
เพื่อนฝูงก็เฮฮาปาจิงโกะ

...แล้วทำไมกูทุกข์อยู่คนเดียววะ...

หรือว่า ผมยังใช้เวลาในโลกใบนี้ไม่มากพอ ถึงยังไม่เข้าใจ
ในความรัก...

หรือว่า จริงๆแล้ว แค่ฝันของเรากับเค้า และรักของเรากับ
เค้ามันคนละแบบกัน เราต่างจุดยืน ต่างมุมมอง ต่างความคิด

หรือว่าจริงๆแล้ว เราต่างมีโลกคนละใบ แต่โลกทั้งสองใบของเรา
ไม่จำเป็นต้องทับซ้อนกันพอดี แบบ สุริยุปราคาเต็มดวง
แต่เราแค่แชร์กันในจุดที่เราเหมือนกัน ทับซ้อนกันแค่
นิดหน่อยในจุดที่เหมือน จุดที่สามารถมีความสุขร่วมกันได้...

แต่จุดนั้นมันก็ต้องเป็นจุดที่สำคัญ เป็นจุดเหมือนที่เป็นแกนหลัก
เป็นความคิด เป็นความฝันหลักของชีวิตแต่ละคน...

ไม่ใช่แค่ชอบกินอะไรเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ชอบทะเลเหมือนกัน
ไม่ใช่แค่ชอบหนังเรื่องเดียวกัน แต่มันคงต้องมีอะไรมากกว่านั้น...

และอะไรที่ว่านั้น ผมกำลังใช้ชีวิตเพื่อหาคำตอบว่ามันคืออะไร...

...เผื่อเวลา...

posted on 25 Jun 2009 08:02 by dondolio

เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาพร้อมความตั้งใจที่จะไปทำหน้าที่ ที่รับผิดชอบอยู่ตามอายุคือ ไปเรียนหนังสือ

เพื่อจบออกมาหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง...

นอนตี 2 ตื่น 6 โมงเช้า อาบน้ำ+แต่งตัว เพื่อที่จะเดินออกมาหน้าบ้าน

เพื่อที่จะพบว่า รถยางรั่ว รั่วอย่างเกินจะเยียยวยา

เพื่อที่จะพบว่า เราไม่ได้ไปเรียน

เพื่อที่จะพบว่า เรายังคงยืนอยู่ที่เดิม

เพื่อที่จะพบว่า เดี๋ยวกูต้องเข็นมันไปอีกแล้วเหรอวะนี่...

เพื่อที่จะพบว่า ผมเดินย้อนกลับมาในบ้านแล้วมานั่งเขียนบทความนี้ เนื่องจากความเซง

และ เพื่อที่จะคิดแล้วค้นพบว่า ชีวิตบางครั้งก็ยากที่จะคาดเดาและไม่อาจกำหนดได้ทั้งหมด

 มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ที่จะวางแผน เรียนรู้ที่จะเข้าใจในหลายสิ่ง หลายอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกที่บางวันก็ใหญ่ บางวันก็เล็กใบนี้...

และเรียนรู้ที่จะเผื่อใจ เผื่อเวลาไว้สำหรับปรับตัว ปรับใจ 

ถ้าผมตื่นเช้ากว่านี้ โดยไม่รอให้เวลามันกระชั้นชิดเกินไป บางทีผมอาจจะคิดหรือแก้ปัญหาได้ทัน

แต่ผมตื่นพอดีเกินไป คือถ้ามีเหตุอะไร มาทำให้ผมสะดุด ผมก็จะสาย และทำอะไรไม่ทันซะแล้ว...

บทความนี้อาจจะจบแบบสั้นๆ ห้วนๆ ดูไม่ค่อยสมบูรณ์ 100% เพราะว่า โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์ 100%

และผมก็ไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ และผมก็กำลัง รีบจะเอารถไปซ่อม งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ

แด่เช้าที่สดใสครับ...ทุกๆคน(ทุกๆคน=2คน T_T)