...ตั้งแต่เมื่อไหร่...

posted on 25 Nov 2009 15:36 by dondolio

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราลืมตาดูโลก

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราหัดเดิน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เรามีของเล่นชิ้นแรก

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มไปโรงเรียน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มมีเพื่อน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราติดเพื่อน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มมีความรัก

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราติดแฟน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มลืมพ่อแม่

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราลืมพ่อแม่จริงๆ

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราหลงลืมตัวตน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มมองโลกด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เรามองโลกในแง่ร้าย

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเริ่มไม่จริงใจกับผู้คน

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราเปลี่ยนแปลงหัวใจตัวเอง

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่หัวใจของเราเป็นสีดำ

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราสูญเสียจิตใจที่เคยดีงาม

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราทิ้งของเล่นชิ้นแรก

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่ของเล่นชิ้นแรกของเรา หายไปตลอดกาล

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราลืมเด็กน้อยคนนั้นในตัวเรา

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราสูญเสียวิญญาณ

ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เราสูญเสียความเป็นมนุษย์

ตั้งแต่เมื่อไหร่...เราไม่เคยรู้ว่าเมื่อไหร่  เพราะเราไม่เคยหยุด และพอ

แล้วยังไง???...........................................................................

ก็แค่.......................................................................................

แล้วเมื่อไหร่?... เราจะกลับมา...

  

...เทปคาสเซท...

posted on 26 Oct 2009 21:02 by dondolio

Tape cassette

ยังจำได้หรือเปล่า?...

ช่วงเวลาที่เราเก็บตัง เพื่อซื้อเทปซักม้วน ซื้ออัลบั้มของ
ศิลปินที่เราชื่นชอบ และพอเราได้มันมา  เราจะพลิกปกหน้า
ปกหลัง ดูแล้วดูอีก แล้วเราก็ฟังเพลงในอัลบั้มเดียว อัลบั้มนั้น
วนไปวนมาประมาณชาตินึง

ความตื่นเต้น ความสุข ที่ได้มาจากเทปแค่ม้วนเดียว 
มันทำให้เราอิ่มเอม นอนหลับฝันดี  เหมือนมีคอลเลคชั่นเล็กๆ
เป็นของตัวเอง

บังเอิญ  ผมไปเจอเทปผลิตมาใหม่ๆ แต่ข้างในเป็นเพลงเก่าๆ
เก่าประมาณยุค 70-80ได้  ม้วนละ 19 บาท...

ซื้อโดยไม่ต้องคิด  และเพราะไม่คิด ซื้อมาเลยไม่รู้จะเอาไปฟังที่ไหน...

ผมเลยไปหาวอคแมนเก่าๆ  มาซ่อมทำความสะอาด ปรากฏว่า
มันยังพอฟังได้

พอกดปุ่ม play เริ่มเล่นเพลง  ภาพเก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ
มันก็ย้อนมาทันที

นึกถึงตอนเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่นใหม่ๆ ที่มีความสุขกับเทปหนึ่งม้วน
นึกถึงตอนที่ไปร้านขายเทป ในเมือง ไปคุยกับเจ้าของร้าน
ไปรอ เพื่อจะรู้ว่า ศิลปินคนนี้ คนนั้น เทปจะวางแผงเมื่อไหร่

ดีจัง ความรู้สึกนี้ ที่มันย้อนมาอีกครั้ง....

ผิดกับเดี๋ยวนี้ อยากได้เพลงอะไร ไม่ต้องไปไหน นั่งแช่ที่เดิม
คลิ๊กๆ  ซัก 4-5 ครั้ง  เดี๋ยวเพลงมันก็มาอยู่ในคอม
เยอะแยะมากมาย จนไม่รู้ว่า จะฟังหมดหรือเปล่า...

ยิ่งง่าย ความหมายและคุณค่า ยิ่งน้อยลง...

นับวันมนุษย์เรายิ่งรอน้อยลง ไม่ต้องรอคอย  คิดปุ๊บ  ได้ปั๊บ

ผมเลยไม่แน่ใจว่า มันจะทำให้เราห่างไกล คำว่า ความหมายและ
คุณค่า ออกไปทุกทีๆ หรือเปล่า...

อยากคุย ก็โทร ไม่ต้องเขียนจดหมาย ไม่ต้องรอโทรเลข
อยากได้เพลงก็คลิ๊กเอา ไม่ต้องรอวางแผง ไม่ต้องเดินทางไปที่ร้าน 

อยากได้อะไร แค่ปลายนิ้วสัมผัส เดี๋ยวก็มาอยู่ในมือเรา
ตามต้องการได้ไม่ยาก

พอได้มันมาอย่างง่ายๆแล้ว  ท้ายที่สุดผมรู้สึกเหมือนว่า
มันหายไปในอากาศ...

และก็ดูเหมือนว่าความ "ง่าย" จะทำให้เรามีความสุขยากขึ้น...

เมื่อง่ายที่จะแสวงหา เพื่อครอบครอง มันทำให้เราอยากไปเรื่อยๆ
เพิ่มปริมาณความอยากไปเรื่อยๆ จากเพลง 10 เพลง ในหนึ่งอัลบั้ม
กลายเป็น ร้อยเพลง พันเพลง ใน Hard disk

จากจดหมายฉบับเล็กๆ จากคนที่รัก กลายเป็นถ้อยคำในโทรศัพท์
ที่หายไปกับกาลเวลา  เหมือนไม่มีหลักฐาน ว่าเราเคยรักกัน

ผมเคยได้อ่านจดหมายรัก ของพ่อกับแม่ แล้วแม่ก็เล่าถึงเรื่องเก่าๆ
ในอดีตในห้วงเวลาที่มีความสุข

อย่างน้อย มันก็มีหลักฐาน ว่าผมเกิดมาได้ยังไง  เกิดมาจากความรัก
สายใย และถ้อยคำในจดหมายนั่น

ในอดีต ผมเคยเขียนจดหมายรักถึงผู้หญิง  ผมเคยมีเทปคาสเซท 
ผมเคยมีความสุขกับเทปม้วนเดียว  และผมก็เคยต้องรอคอย
มากกว่าในปัจจุบันนี้

หลายสิ่งในอดีต จึงมีค่าและความหมาย  มีความคลาสสิคในแบบของมัน

ไม่ใช่ว่าปัจจุบันนี้ มันจะไม่ดี ไปซะทุกอย่าง...เพียงแต่มันแตกต่างกัน

โลกมันก็ต้องหมุนไป คนเราก็เช่นกัน หมุนเวียน แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

หากมันไม่รบกวนเวลาในชีวิตมากจนเกินไป คุณน่าจะลองถ่ายทอด
ความรู้สึกของคุณ ลงบนแผ่นกระดาษ ถึงเค้าหรือเธอคนนั้นดูบ้าง 

มันอาจไม่ได้มีราคา ค่างวด อะไรมากมาย  แต่ความหมายและคุณค่า
มันเต็มเปี่ยมอยู่ในนั้น....

และสุดท้ายผมอยากจะบอกว่า  กูดีใจ ที่เกิดมาทันฟังเพลง
จากเครื่องเล่นเทป  โว้ยยยยยยย!!!!!!


26 ต.ค. 2552 14.00 น.

...โลกคนละใบ...

posted on 04 Oct 2009 14:58 by dondolio
เราต่างมีโลกกันคนละใบ โลกของบางคนคือความรัก โลกของ
บางคนคือการเรียน โลกของบางคนคือการงาน โลกของบาง
คนคือเงิน โลกของบางคนคือเวสป้า โลกของบางคนคือหนังสือ
โลกของบางคนคือ ฯลฯ...

แต่โลกที่ว่านี้มันมีความพิเศษในตัวมันเอง คือมันสามารถเปลี่ยน
"สถานะ" แบบ hi5ได้...

โลกของเรา บางวันอาจเป็นความรัก
บางวันอาจเป็นตัวเราเอง บางวันอาจเป็นเธอหรือเขาคนนั้น
บางวันอาจเป็นการเรียน บางวันอาจเป็นการงาน บางวันอาจเป็น
ความทุกข์ และบางวันอาจเป็นความสุข....

สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การเปลี่ยนสถานะของโลก หรือการเปลี่ยนแปลง
ของสภาพแวดล้อม แต่สิ่งที่สำคัญคือ เรากำลังแบกโลกใบนั้นไว้
หรือเปล่า...

การแบกมันทำให้หนัก เดินไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ จะวิ่งก็ไม่ได้ จะเดินยิ้ม
มองนก มองฟ้าไปเรื่อยเปื่อยก็ไม่ได้ เพราะมันหนัก หนักจนไม่มีอารมณ์
อยากจะแหงนหน้าขึ้นดูสิ่งใดๆ และสิ่งดีๆ ที่จริงๆแล้วมันมีอยู่ในโลกใบนี้
เพียงแต่เราจะลองมองดูซักนิด

การที่จะทำให้ตัวเราสบาย คือต้องทิ้งโลกใบที่เราแบกไว้อย่างนั้น
หรือเปล่า...

อย่ากระนั้นเลย ถ้าทิ้งโลกใบนั้นไปชีวิตเราจะเหลืออะไร เราคงไม่ต้อง
ทำถึงขนาดนั้น เพียงแค่เราเปลี่ยนจากโลกที่เราแบกไว้ที่หลัง
ย่อขนาดมันลงหน่อย(ใช้ไฟฉายย่อส่วน)แล้วเอามันมาใส่ไว้ในอุ้งมือ(กำมือ)ของเรา

แค่นี้เราก็ไม่ต้องแบกมันแล้ว แต่เราแค่มองมัน และควบคุมมัน
แทนที่จะแบกมันไว้ อย่างนั้นคงจะดีกว่า

นี่กูบ่นอะไรวะเนี่ย ไม่ได้ศัพท์เลยว่ะ


เขียน ณ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552
แรม พลบ ค่ำ เดือน เหงา

...ความรักคืออะไร?...

posted on 14 Sep 2009 19:42 by dondolio

ผมตั้งคำถามนี้กับทุกคนที่ผมพอจะรู้จัก พูดคุยด้วยได้ บางคนก็ตอบ
บางคนก็ไม่อยากจะตอบ บางคนก็ทำเป็นเรื่องเล่นๆ และคงคิด
ในใจว่า"นี่มึงเป็นอะไรมากป่าวเนี่ย" อยู่ๆก็มาถาม

ผมเลยต้องย้ำว่า"อันนี้เอาจริงๆ อยากรู้ว่าคิดยังไง?" สิบคน
สิบคำตอบ ร้อยคน ร้อยคำตอบ มีคล้ายๆกันบ้าง แต่ถึงยังไง
ความรักของเราก็ไม่เหมือนกันซักคน...

บวกบ้าง ลบบ้าง ตามสถาณการณ์ที่แต่ละคนกำลังเจออยู่
แต่คำตอบโดยรวม ความรักยังคงสวยงาม และอยู่ในทางบวก
มากกว่าเสมอ...

ทำไม? ผมถึงเกิดความคิดที่จะไล่ถามชาวบ้านเค้าน่ะเหรอ...

เพราะตอนนี้ผมกำลังสับสนว่า ตกลงความรักที่ผมคิดว่า
ผมเข้าใจมันมาตลอด ตอนนี้มันถูกหรือเปล่า...หรือว่า
ผมมาผิดทาง

สำหรับผมชั่วโมงนี้ ความรัก(แบบหนุ่มสาว)ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่
มันมืดๆ ตันๆ ไร้หนทางจะไป รอว่า เมื่อไหร่ ฝนจะหยุดตก
แล้วฟ้าจะเปิดซักที...

อยู่บ้านก็เหงา ออกไปข้างนอกก็เหงา อยู่ตรงจุดไหน
ในโลกก็เหงา...ทั้งๆที่ สภาพแวดล้อมมันคึกคักจะตาย
เพื่อนฝูงก็เฮฮาปาจิงโกะ

...แล้วทำไมกูทุกข์อยู่คนเดียววะ...

หรือว่า ผมยังใช้เวลาในโลกใบนี้ไม่มากพอ ถึงยังไม่เข้าใจ
ในความรัก...

หรือว่า จริงๆแล้ว แค่ฝันของเรากับเค้า และรักของเรากับ
เค้ามันคนละแบบกัน เราต่างจุดยืน ต่างมุมมอง ต่างความคิด

หรือว่าจริงๆแล้ว เราต่างมีโลกคนละใบ แต่โลกทั้งสองใบของเรา
ไม่จำเป็นต้องทับซ้อนกันพอดี แบบ สุริยุปราคาเต็มดวง
แต่เราแค่แชร์กันในจุดที่เราเหมือนกัน ทับซ้อนกันแค่
นิดหน่อยในจุดที่เหมือน จุดที่สามารถมีความสุขร่วมกันได้...

แต่จุดนั้นมันก็ต้องเป็นจุดที่สำคัญ เป็นจุดเหมือนที่เป็นแกนหลัก
เป็นความคิด เป็นความฝันหลักของชีวิตแต่ละคน...

ไม่ใช่แค่ชอบกินอะไรเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ชอบทะเลเหมือนกัน
ไม่ใช่แค่ชอบหนังเรื่องเดียวกัน แต่มันคงต้องมีอะไรมากกว่านั้น...

และอะไรที่ว่านั้น ผมกำลังใช้ชีวิตเพื่อหาคำตอบว่ามันคืออะไร...

...เผื่อเวลา...

posted on 25 Jun 2009 08:02 by dondolio

เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาพร้อมความตั้งใจที่จะไปทำหน้าที่ ที่รับผิดชอบอยู่ตามอายุคือ ไปเรียนหนังสือ

เพื่อจบออกมาหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง...

นอนตี 2 ตื่น 6 โมงเช้า อาบน้ำ+แต่งตัว เพื่อที่จะเดินออกมาหน้าบ้าน

เพื่อที่จะพบว่า รถยางรั่ว รั่วอย่างเกินจะเยียยวยา

เพื่อที่จะพบว่า เราไม่ได้ไปเรียน

เพื่อที่จะพบว่า เรายังคงยืนอยู่ที่เดิม

เพื่อที่จะพบว่า เดี๋ยวกูต้องเข็นมันไปอีกแล้วเหรอวะนี่...

เพื่อที่จะพบว่า ผมเดินย้อนกลับมาในบ้านแล้วมานั่งเขียนบทความนี้ เนื่องจากความเซง

และ เพื่อที่จะคิดแล้วค้นพบว่า ชีวิตบางครั้งก็ยากที่จะคาดเดาและไม่อาจกำหนดได้ทั้งหมด

 มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ที่จะวางแผน เรียนรู้ที่จะเข้าใจในหลายสิ่ง หลายอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกที่บางวันก็ใหญ่ บางวันก็เล็กใบนี้...

และเรียนรู้ที่จะเผื่อใจ เผื่อเวลาไว้สำหรับปรับตัว ปรับใจ 

ถ้าผมตื่นเช้ากว่านี้ โดยไม่รอให้เวลามันกระชั้นชิดเกินไป บางทีผมอาจจะคิดหรือแก้ปัญหาได้ทัน

แต่ผมตื่นพอดีเกินไป คือถ้ามีเหตุอะไร มาทำให้ผมสะดุด ผมก็จะสาย และทำอะไรไม่ทันซะแล้ว...

บทความนี้อาจจะจบแบบสั้นๆ ห้วนๆ ดูไม่ค่อยสมบูรณ์ 100% เพราะว่า โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์ 100%

และผมก็ไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ และผมก็กำลัง รีบจะเอารถไปซ่อม งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ

แด่เช้าที่สดใสครับ...ทุกๆคน(ทุกๆคน=2คน T_T)

...บนเตียงนอน...

posted on 04 Feb 2009 14:23 by dondolio

                               

 

 

นอนหลับ...แปบนึงก็เช้า

 

 

นอนไม่หลับ...แปบนึงก็เช้า (อ้าวเฮ้ย!!!...ยังไม่ได้นอนเลย)

 

 

ยิ่งพยายามจะหลับ แล้วมันไม่หลับ  ความรู้สึกแย่ๆ มักจะพ่วงติดมาเป็นของแถมด้วยเสมอๆ

 

 

นอนไม่หลับ  ยิ่งคิด  ยิ่งคิด  ยิ่งนอนไม่หลับ 

 

ยิ่งนอนไม่หลับ   ยิ่งคิด  ยิ่งคิด  ยิ่งนอนไม่หลับ

 

 

ยิ่งนอนไม่หลับ   ยิ่งคิด  ยิ่งคิด  ยิ่งนอนไม่หลับ

 

 

ยิ่งนอนไม่หลับ   ยิ่งคิด  ยิ่งคิด  ยิ่งนอนไม่หลับ

 

 

...........................................................................

 

 

 

...พอแล้ว มันเปลืองเนื้อที่

 

 

 

เราทำอะไรๆ บนเตียงกันบ้างหรือเปล่า?   อย่าเพิ่งคิดไปไกล?!!! ....

 

 

 

จะว่าไปแล้ว...เอ่อ  ขอนอกเรื่องนิดนึง  ทำไม? เราถึงชอบพูดกันว่า อย่าเพิ่งคิดไปไกล  ทั้งๆที่ ผู้พูดก็รู้ว่า  ถ้าพูดคำนี้ออกมาแล้ว ผู้ฟังจะคิดถึงอะไรก่อนเป็นอันดับแรกก่อนเลย...ใกล้ๆเลย  แต่ทำไม  ถึงไปบอกว่ามันไกล

 

 

เฮ้ย  อย่าคิดไปใกล้   อืม  มันฟังดูแหม่งๆ

 

 

 

เฮ้ย  อย่าคิดไปไกล  เออ  มันฟังดูลื่นปากกว่าแฮะ

 

 

 

จะอะไรก็ช่างมันเถอะครับ   คิดมากแล้วปวด Cerebrum  แต่ถ้าใครรู้บอกกันบ้างก็จะเป็นคุณูปการต่อผู้ไม่รู้อย่างยิ่ง  ขอขอบคุณ....

 

 

 ...กลับมาๆ...

 

 

เราทำอะไร  บนเตียงกันบ้าง

 

 

ตอนเด็กๆ  นอนและกินนมทั้งวัน ฯลฯ

 

 

โตมาหน่อย  นอนและดูการ์ตูน ฯลฯ

 

 

โตมาอีกนิด  นอนและลุกขึ้นกระโดดบนเตียง ฯลฯ

 

 

โตมาเป็นวัยรุ่น  นอนและคุยโทรศัพท์ นอนฟังเพลง ฯลฯ

 

 

 โตมาจนถึงวันนี้   นอนไม่หลับ  

 

 

 และถ้าโตขึ้นอีก   เราจะนอนแบบไหน?...

 

 

แต่ละคนคงมีเรื่องราวบนเตียงไม่เหมือนกัน  ผมเลยเขียน  ฯลฯ  ให้เติมกันเอาเอง

 

 

แต่ละวัย แต่ละช่วงเวลา ก็มีเรื่องราวบนเตียงที่แตกต่างกันไป  จากเคยนอนกอดแม่  มานอนกอดแฟน  จากเคยนอนเป็นคู่  กลับต้องมานอนคนเดียว  เตียงที่เคยอบอุ่น อาจกลายเป็นเตียงที่แสนเหงา หรือเตียงที่แสนเหงา อาจกลับมาเป็นเตียงที่อบอุ่น

 

 

 

แต่ผมว่า เตียงที่มีแม่นั้น อบอุ่นที่สุดเห็นด้วยมั๊ย?...

 

 

 

หน้าที่หลักของเตียงมีไว้ให้เรานอนหลับ  แต่เราก็มักจะทำอะไรๆ หลายๆ อย่างที่ไม่ใช่การนอนหลับ  แต่เตียงก็ไม่เคยน้อยใจ หรือบ่น ให้เราได้เห็น ได้ยินกันซักครั้ง  (ถ้าใครได้ยินได้เห็นคงเป็นคนที่โชคดี *_* )  เพราะเตียงก็รู้ว่า สุดท้ายแล้วเราก็จะหลับอยู่ในอ้อมกอดของเตียงนั่นแหละ

 

 

 

แต่ถ้าเราพยายามที่จะนอน แล้วมันนอนไม่หลับ  เตียงจะคิดยังไง อาจจะคิดน้อยใจว่า ทำไม? ฉันไม่ดีพอเหรอ ฉันแข็งไป นิ่มไม่พอ หรือเธอไม่ชอบลายการ์ตูนของฉันแล้ว

 

 

 

จริงๆแล้ว  ไม่ใช่ความผิดของเตียงหรอก แต่ใจของคนที่อยู่บนเตียงต่างหากที่ไม่ยอมหลับ ไม่ยอมหยุดคิด ไม่ยอมปล่อยวาง  เตียงก็เลยไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ..แบบที่ควรจะเป็น

 

 

 

เพื่อเป็นการเห็นแก่เตียง  และเพื่อความไม่เห็นแก่ตัว  ถึงเวลานอนก็นอนก็เถอะครับ ร่างกายก็ต้องพัก จิตใจก็ต้องพัก  และเตียงจะได้ไม่น้อยใจ

 

 

 

เพราะชีวิตในวันพรุ่งนี้ยังมี อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน ออกหากินร่าเริงแจ่มใส เราเบิกบานรีบมาเร็วไว ยิ้มรับวันใหม่ยิ้มให้แก่กัน...Z z z z z

 

เขียว เหลือง แดง

posted on 27 Jan 2009 11:20 by dondolio

 

 

 

 

 

 สี่แยกส่วนใหญ่จะมี สัญญาณไฟ  เขียว เหลือง แดง ซึ่งให้ความหมายต่างกันออกไป...

 

 

เขียว    =  ไปได้ ไปโลด

 

 

เหลือง =   ระวัง , เตรียมพร้อม

 

 

แดง     =    หยุดและรอ

 

 

 

คนที่เคารพกฎจราจร  น่าจะเข้าใจความหมายและทำตามกฎได้เป็นอย่างดี

 

 

 

ในชีวิตของเรา เราผ่านมาแล้วกี่แยก?  เคยนับกันบ้างหรือเปล่า...แต่ผมนับนะ

 

 

 

......................................................................

 

 

 

จะบ้าเหรอ!!!  ล้อเล่นน่ะ  ใครจะมานั่งนับ ^_^

 

 

 

ส่วนใหญ่เรามักจะผ่านแยกเดิมๆ  หลายร้อยครั้ง  ซึ่งหากมองดีๆ แต่ละครั้งก็ต่างกันไป  ไม่มีอะไรเหมือนเดิม

 

 

 

ยิ่งวันเวลายาวนานเท่าไหร่  ก็ผ่านแยกมากขึ้นเรื่อยๆ  ประสบการณ์ก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นตามกันมาติดๆ

 

 

 

ความหมายของ ไฟ เขียว เหลือง แดง  ก็มีนิยามที่ชัดเจนมากขึ้น...

 

 

 

เรามักจะรำคาญหรือรู้สึกเซ็ง  เวลาที่ขับรถมาใกล้จะถึงแยกแล้ว มองเห็นไฟเขียวอยู่ไกลๆ

 

 

 

แต่พอถึงกูทีไร...แดงทุกที!!!

 

 

 

พอติดไฟแดง  รถจอดนิ่ง ใจเริ่มนิ่ง  สติมั่นคง  ความคิดก็บังเกิด  ทำให้มีช่วงเวลามานั่งวิเคราะห์ว่าทำไม?  เราถึงต้องเจอไฟแดงประจำ

 

 

 

บางครั้ง  ชีวิตก็ต้องเจอกับไฟแดงบ้าง  เหลืองบ้าง เขียวบ้าง

 

 

 

หยุดแล้วรอ  รอแล้วเตรียมพร้อม  เตรียมพร้อมแล้วก็ไปโลด

 

 

 

บนท้องถนน ถ้าสัญญาณไฟสีแดงเตือนให้เรา หยุดแล้วก็รอ  แต่ยังทะลึ่งไป  ชีวิตอาจไม่คงเส้นคงวา อาจเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ต้องเจ็บ ต้องปวด ต้องตาย...

 

 

 

แต่ในการดำเนินชีวิต ไม่มีสัญญาณไฟคอยเตือน  ว่าเมื่อไหร่ ควรหยุดพัก ควรเตรียมพร้อม หรือก้าวเดินต่อไป

 

 

 

ตัวเราเองเท่านั้น ย่อมจะรู้ดี  ว่า เวลาไหน เมื่อไหร่ ควรจะทำอะไร...

 

 

 

ชีวิตผมก็ติดไฟแดงอยู่บ่อยๆ  และไม่ค่อยได้เจอไฟเขียว

 

 

 

แต่วันนี้ช่างแสนพิเศษ  เพราะผมเจอไฟเขียวผ่านตลอด... 

 

 

 

แหม...ชีวิตมันก็อย่างนี้   ใครจะเจอแต่ไฟแดงไปทั้งปี  ทั้งชาติ

 

 

 

บางวันก็เป็นของเค้า  บางวันก็เป็นของเรา

 

แต่ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันของเรา  พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ก็แล้วกัน  

ตัวของตัวเอง

posted on 07 Jan 2009 22:37 by dondolio

 

ผมเคยอยากเป็น ลิฟท์กับออย

 

ผมเคยอยากเป็น จอห์นนี่กับหลุยส์(แรพเตอร์)

ผมเคยอยากเป็น โดม ปกรณ์  ลัม

 

 

ผมเคยอยากเป็น พี่ตูนบอดี้แสลม

 

 

ผมเคยอยากเป็น พี่แบงค์วงแคลช

 

 

ผมเคยอยากเป็น อนันดา  เอเวอร์ริ่งแฮม

 

 

ผมเคยอยากเป็น คุณ วิกรม กรมดิษฐ์

 

 

ผมเคยอยากเป็น พระเอกเกาหลี

 

 

ผมเคยอยากเป็น ฯลฯ ...อื่นๆอีกมากมาย บอกไปก็ไม่หมด พิมพ์ไป เสียเวลาเปล่าๆ

 

 

บางวัน บางคืน บางอารมณ์ ก็โดดไปเป็นคนนู้นที คนนี้ที...

 

 

แต่เมื่อเติบโตขึ้น ผมก็อยากเป็นผมเอง  ไม่อยากเป็นใคร  เพียงแค่อยากสำเร็จให้ได้เหมือนเค้า แต่เราก็ยังคงเป็นตัวเรา

 

 

การเป็นตัวเอง  ได้ทำสิ่งที่รัก มันช่างเปี่ยมสุขจริงๆ 

 

 

ไม่ได้อยากเท่ อยากแนวกว่าคนอื่นเค้า   เพียงแต่อยู่ๆ มันก็คิดได้...

 

 

ค้นหาตัวเองอยู่ 23 ปีเต็ม  ในที่สุด ผมก็ค้นพบว่า ความฝัน กับ ความเพ้อฝันมันต่างกันจริงๆ

 

 

แต่การเพ้อฝันก็ไม่ใช่สิ่งไม่ดี อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่า พอลองทำๆไป  เออ..เฮ้ย แมร่งไม่ใช่

 

 

พอรู้ว่า ไม่ใช่ก็เบนเข็มไปทำสิ่งต่อไป...จนรู้และค้นพบว่า เออ...เฮ้ยใช่ละ  ถูกทางแล้ว

 

 

น้อยคนนัก  ที่อยู่ๆ มาถึงก็โครมเดียวเจอสิ่งที่ใช่ สิ่งที่โดน ได้ทำสิ่งที่รัก หรือบอกกับตัวเองและคนอื่นว่า กูเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

 

 

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักซักนิด คือ คนเรามีเวลาในชีวิตไม่มากนัก  ถ้าหาสิ่งที่เป็นตัวเราเจอเร็วเท่าไหร่ก็คงจะดีไม่น้อย   ไม่ต้องเสียเวลา และได้อยู่กับสิ่งที่รักนานๆ

 

ค้นหากันต่อไป  อย่าหยุด ซักวัน มันก็ต้องเจอทางของมันจนได้    ตัวเราเองนั่นแหละ ที่น่าจะรู้ดีที่สุด

 

 

ในวัยเด็กเริ่มจากเลียนแบบคนอื่น แล้วค่อยหลอมรวมมัน ตามกาลเวลา กลั่นกรองมันออกมาเป็นตัวของเราเป็น ตัวของตัวเอง

 

 

บางที ผมมีหนวดคล้ายอนันดา มีจมูกคล้ายคุณวิกรม ใส่ตุ้มหูคล้ายแบงค์วงแคลช  ทาสีเล็บคล้ายโดม ร้องเพลง บอดี้แสลม และบางครั้งก็ฝึกร้องเพลงเกาหลี

 

แต่ผมก็รู้ว่า คำว่า ตัวของตัวเอง มันแปลว่าอะไร...

สูญเสีย

posted on 06 Jan 2009 10:39 by dondolio

 

ทำไม?...เราถึงกลัวสูญเสียของรัก,คนรัก เพราะอะไร ทำไม?...ต้องกลัว

"ความผูกพัน" น่าจะตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด หากมีความผูกพัน เวลาที่ต้องจากกัน มันจำเป็นต้องเจ็บปวด


บางคนให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ "รัก" ไม่อยากเสียคนรักไป ไม่อยากให้เค้าไม่รักเรา และอยากให้อยู่ใกล้ๆตลอดเวลาตลอดไป และสุดท้ายคือ "ไม่อยากเสียใจ..."


หรือที่แท้เราแค่เห็นแก่ตัว เราลืมคิดไปว่า ถ้าจากเราไป เค้าอาจไปเจอสิ่งที่ดีกว่า หรือมีความสุขมากกว่าอยู่กับเรา


ที่เรากลัวจริงๆ นั่นคือ "กลัวตัวเราเองเจ็บปวด" ไม่อยากให้ตัวเองต้องจมอยู่กับความทุกข์ ไม่อยากทรมานหัวใจ


มันก็ออกจะซับซ้อน แล้วแต่เรื่องราวของแต่ละคน ตอนช่วงความรักแย่ๆ บางทีอยากจะนิยามความรักว่า "รักมันห่วย" แต่มันจะดูว่ามองโลกในแง่ลบเกินไป เพราะถึงยังไง รักก็ยังเป็นสิ่งสวยงามเสมอมา


รัก = สวยงาม ,สดใส,ความเข้าใจ,เจ็บปวด ,หลุมดำ...etc. หรือแม้กระทั่งเป็นดั่งลมหายใจ...สูดมันเข้าไปเยอะๆนะ ตอนที่ยังสามารถหายใจและสัมผัสได้

...ซักพักนึง...

posted on 19 Dec 2008 04:04 by dondolio

รู้สึกว่าตัวเอง เสพติดโลกออนไลน์มากไปแล้ว...ได้เวลาพักจิตพักใจ...ดมอากาศรอบๆตัวบ้าง ...

ใครที่มาอ่านบทความแล้วชอบ ก็ยังยินดีที่จะได้พูดคุยกันนะครับ แล้วผมจะกลับมานะครับบ...

โชคดีมีสุข

สวัสดีปีใหม่

พี่น้องชาวไทย